ประสบการณ์ฟาร์มสเตย์ในฤดูหนาวที่ยะมะงะตะ

ที่สุดของจุดชม “หิมะ” ในยะมะงะตะ [PART02]

yamadera03

วัด Yamadera

yamadera01
yamadera02

เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับสายแอดเวนเจอร์ที่ชื่นชอบการท้าทายพละกำลังของตัวเองให้ไปถึงขีดสุด เดินฝ่าหิมะขึ้นบันไดทั้ง 1,000 ขั้นขึ้นไปยังด้านบนของวัดดูสิ แล้วจะได้พบกับทิวทัศน์ที่งดงามราวกับรูปวาดอย่างที่เห็น นอกจากจะได้ออกกำลังให้คลายหนาวแล้ว ระหว่างที่ค่อยๆ ขึ้นบันไดไปในแต่ละขั้น จะทำสมาธิ กำหนดลมหายใจไปด้วยก็ได้ ไม่แน่ว่าเมื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วเดินกลับลงมา อาจได้รับจิตใจที่สงบนิ่งมาเป็นรางวัล

ที่อยู่: 4456-1 Yamadera, Yamagata-shi, Yamagata
การเดินทาง: เดิน 5 นาทีจากสถานี Yamadera Station
เวลาทำการ: 8.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม: 300 เยน

Ginzan Onsen

ginzan01
ginzan03
ginzan02

ในฤดูหนาว ตึกสองข้างทางของหมู่บ้านออนเซ็นแห่งนี้จะดูสวยโรแมนติกเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ำคืนที่มีหิมะโปรยลงมา เกล็ดหิมะสีขาวนุ่มๆ กับแสงไฟเหลืองนวลให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังเดินอยู่ในฉากอันงดงามจากภาพยนตร์เก่าสักเรื่องเลยทีเดียว จะจูงมือคนรักมานั่งจิบกาแฟร้อนๆ ที่คาเฟ่ คูริเย่ (クリエ) ร้านน่ารักสไตล์ฝรั่งเศส หรือจะมาพักค้างคืนกับเพื่อนๆ และครอบครัวในโรงแรมออนเซ็นที่มีให้เลือกมากมายก็ได้

ที่อยู่: Obanazawa-shi, Yamagata
การเดินทาง: นั่งรถบัสจากสถานี JR O-ishida (สาย Yamagata Shinkansen) ประมาณ 40 นาที
ค่าเข้าชม: ฟรี (ค่าเข้าบ่อน้ำพุร้อนแต่ละแห่งมีตั้งแต่ราคา 300-1500 เยน)

Donden Snow Park

donden01
donden02
donden03

สนุกกับหิมะได้ทุกเพศทุกวัยที่ Donden Snow Park ซึ่งมีกิจกรรมในหน้าหนาวให้ได้ทำเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการลองขับสโนว์โมบิลด้วยตัวเอง สไลด์ห่วงยางหรือบอดี้บอร์ดลงมาจากเนินหิมะ หรือจะเล่นบานาน่าโบ๊ตบนหิมะดูสักครั้งก็น่าสนุกไปซะทุกอย่าง รับรองเลยว่าจะได้สัมผัสหิมะในระยะประชิดตัว!

ที่อยู่: 3341 Hagyu, Iide-machi, Nishiokitama-gun, Yamagata
เวลาทำการ: 10.00-16.00 น. *ต้องจองก่อนเข้าชม โทร. 023-886-2411
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่และเด็กมัธยมขึ้นไป 3,500 เยน เด็กประถม 2,500 เยน (เล่นได้ตลอดทั้งวัน)

Zao Ropeway

zao01
zao02

มีทั้งเส้นทางเล่นสกี/สโนว์บอร์ดสำหรับมือใหม่และมืออาชีพ หรือถ้าไม่อยากวุ่นวายกับการหัดเล่นกีฬา จะแค่ขึ้นกระเช้าไปยังจุดชมวิวด้านบนก็ได้ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ก็จะได้เห็น “จูเฮียว” หรือ Snow monster – ทิวต้นสนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจนกลายเป็นรูปทรงแปลกตาด้วยนะ

ที่อยู่: 229-3 Zao onsen, Yamagata-shi, Yamagata
การเดินทาง: นั่งรถบัส 45 นาทีจากสถานี Yamagata Station
เวลาทำการ: ฤดูหนาว (11ธันวาคม – 31 มีนาคม) กระเช้า Sanroku 8.15 – 16.45 น. กระเช้า Sancho 8.30 – 16.30 น.
ค่าเข้าชม: กระเช้า Sanroku ไปยังJuhyo Kogen Station – ผู้ใหญ่ 1,500 เยน เด็ก 800 เยน (ไป-กลับ) กระเช้า Sanroku ไปยัง Jizo Sancho Station – ผู้ใหญ่ 2,600 เยน เด็ก 1,300 เยน (ไป-กลับ)

งานประเพณีอันน่าประหลาดใจ กลางหิมะโปรยปราย [PART01]

ประสบการณ์ฟาร์มสเตย์ในฤดูหนาวที่ยะมะงะตะ

งานประเพณีอันน่าประหลาดใจ กลางหิมะโปรยปราย [PART01]

kasedori09horizontal

ประสบการณ์ฟาร์มสเตย์ของเราในครั้งนี้ ต่างออกไปจากครั้งก่อนๆ อยู่บ้าง เพราะฤดูหนาวไม่ใช่ฤดูแห่งการเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยว แต่เป็นช่วงเวลาของการถนอมอาหาร และอดทนผ่านสภาพอากาศอันโหดร้ายไปให้ได้ สิ่งที่เราได้สัมผัสจึงเป็นงานประเพณีที่ไม่เหมือนใครในฤดูกาลแห่งหิมะ และการใช้ชีวิตอยู่กับอากาศที่หนาวเย็นอย่างไม่เกรงกลัว

Kasedori Festival

ที่เมืองไทย เราเฉลิมฉลองด้วยการสาดน้ำเย็นชื่นใจใส่กันในช่วงที่ร้อนที่สุดของปีอย่างเทศกาลสงกรานต์ แต่ที่ยะมะงะตะ ในงานเทศกาล Kasedori (加勢鳥) เหล่าผู้กล้าท้าความหนาวเย็นจะสวมชุดฟางเดินไปตามท้องถนน เพื่อให้ผู้คนราดน้ำใส่ตัว ทั้งๆ ที่อุณหภูมิในหน้าหนาวนั้น เย็นยะเยือกระดับติดลบกันเลยทีเดียว

kasedori02
kasedori01

จุดเริ่มต้นของงานเทศกาล Kasedori สืบย้อนไปได้ถึงกว่า 400 ปีก่อน ในสมัยนั้นเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นในเมืองคามิโนะยามะ กล่าวกันว่าในตอนนั้น ซามูไรคนหนึ่งมองเห็นนกตัวใหญ่บินผ่านมา และเชื่อว่านกขนาดยักษ์ตัวนั้นนั่นเองที่เป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ จึงได้มีการริเริ่มพิธีกรรมเพื่อปกป้องเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยจากอัคคีภัย มีการเก็บเกี่ยวที่ดี และทำธุรกิจได้เจริญรุ่งเรือง

kasedori04
kasedori05
kasedori06
kasedori03

งานประเพณี Kasedori เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่หน้าปราสาทคามิโนะยามะ พระจากลัทธิชินโตทำพิธีสวดมนต์ขอพรให้กับเมือง จากนั้น ผู้เข้าร่วมเตรียมสวมใส่ผ้าพันตัวไว้ด้านใน พันผ้าคลุมทั้งที่หน้าและศีรษะ สวมรองเท้าแตะฟางแบบดั้งเดิม ก่อนจะสวมใส่ชุดฟางทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ แต่งตัวเป็นนก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ส่งสารไปยังเทพเจ้า แล้วเต้นเป็นวงกลมไปรอบกองไฟ

kasedori10
kasedori11
kasedori09horizontal
kasedori09

เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็เดินและเต้นไปรอบๆ เมือง พร้อมเปล่งเสียงร้องเพลงท้องถิ่น “กา กา กา” เลียนเสียงนกในตำนานตามจังหวะเพลง แม้หิมะจะตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทีมงานของเราที่เข้าร่วม Kasedori เป็นครั้งแรก ก็เคลื่อนไปกับขบวนอย่างคึกคักพร้อมๆ กับเหล่า Kasedori คนอื่นๆ อีก 34 คน งานนี้ ผู้ที่ใจถึงส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มในท้องถิ่น แต่ก็มีชาวต่างชาติและหญิงสาววัยรุ่นเข้าร่วมในงานประเพณีนี้ด้วยเหมือนกัน และบางคนมาเข้าร่วมติดต่อกันถึง 13 ครั้งแล้วก็มี!

kasedori12
kasedori13
kasedori14
kasedori15

ชาวเมืองและเด็กๆ สาดน้ำใส่เหล่านกกันอย่างสนุกสนาน ส่วนเหล่านกเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า สะบัดขนฟางที่เพิ่งเปียกน้ำไปหมาดๆ ใส่เด็กๆ บ้าง ทำให้ท้องถนนกลายเป็นเหมือนสงครามย่อมๆ ของเหล่านกกับผู้คนไปเป็นที่เรียบร้อย

kasedori16
kasedori17
kasedori18

เมื่อเดินไป หนาวไปได้สักพัก นกฟางทั้งหลายก็เติมความอบอุ่นด้วยการดื่มเหล้าสาเก ส่วนผู้เข้าชมงาน นอกจากจะได้เพลิดเพลินกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ ก็สามารถซื้อพวงกุญแจรูปนกฟางตัวจิ๋ว โปสการ์ด หรือขนมดังโงะติดไม้ติดมือไปได้ด้วย

interview02
interview01

จิโอเซปเป้ ดิ มะร์ตีโน คุณครูสอนภาษาอังกฤษ อาศัยอยู่ในยะมะงะตะ และมาร่วมเป็น Kasedori ติดต่อกันมาถึง 4 ปี น่าเสียดายที่เขากำลังจะย้ายกลับไปยังนิวยอร์ก ทำให้ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของเขาที่จะได้เข้าร่วมในงานประเพณีนี้ จิโอเซปเป้บอกเราว่า “นี่เป็นเทศกาลที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์ที่สุดงานหนึ่งที่ผมรู้จัก และเมื่อผมกลับไปผมจะคิดถึงงานนี้มากๆ เลยละ”

kasedori19
kasedori21
kasedori20

แน่นอนว่าเราเห็นด้วยกับเขาเป็นที่สุด

ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล
ที่อยู่: ปราสาท Kaminoyama, 3-7 Motojonai, Kaminoyama-shi, Yamagata
การเดินทาง: เดิน 12 นาทีจากสถานี Kaminoyama Onsen
กำหนดการ: ทุกวันที่ 11 กุมภาพันธ์ของทุกปี

BBQ กลางหิมะ มื้อกลางวันที่ประทับใจไม่รู้ลืม

เมื่อหนึ่งในทีมงาน WAttention เสนอกิจกรรมใหม่เป็นการปิ้งย่างบาร์บีคิวแบบกลางแจ้งในฤดูหนาว ชาวเมืองยะมะงะตะออกจะลังเลนิดหน่อย เพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ก็ยินดีที่จะลองดูสักครั้ง

BBQ01
BBQ04
BBQ02
BBQ03

ผลที่ได้คือมื้อกลางวันที่เรียบง่ายแต่ได้รสชาติระดับสุดยอด เริ่มจากการพ่นไฟจุดเตาบาร์บีคิวที่กินเวลานานราว 5-10 นาที (เพราะมีลมพัดและหิมะตกอยู่ตลอดเวลา) จากนั้น เราก็ค่อยๆ วางพริกหยวก ผักต่างๆ และไฮไลต์เด็ดคือเนื้อโยเนะซะวะชั้นดีลงบนเตา
ไฟจากเตาทำให้เนื้อและผักสุกอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อากาศในอุณหภูมิติดลบช่วยให้เนื้อที่สุกแล้วอุ่นกำลังพอดีทันทีที่เราคีบเข้าปาก ไขมันและเนื้อนุ่มๆ จึงละลายไปบนลิ้นในพริบตา ยิ่งจิบไปพร้อมๆ กับน้ำชา ก็คล่องคอเป็นที่สุด

ยามค่ำที่ฟาร์มสเตย์ Irori

เราได้มีโอกาสกลับมาที่ฟาร์มสเตย์ Irori ของอิโตะ โนบุโกะซัง เจ้าของบ้านผู้ใจดีอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ โนบุโกะซังก็ยังคงเตรียมอาหาร
อร่อยๆ ไว้ให้พวกเราอีกเช่นเคย

irori01
irori02
irori03
irori04
irori05
irori06

อาหารค่ำของเรามีปลาแม่น้ำย่างสดๆ เป็นเมนูเด่น ปลาค็อดเป็นๆ ถูกนำมาเสียบไม้ ย่างเตาถ่านแบบดั้งเดิม ความร้อนทำให้ปลาค่อยๆ สุกจนแห้งกรอบ ทำให้สามารถกินได้ทั้งตัว แม้กระทั่งก้างเล็กๆ ก็ยังกินได้ทั้งหมด นอกจากปลาค็อดแล้ว ยังมีผักพื้นบ้านทอดกรอบแบบเทมปุระ ซาชิมิ ผักดองกับเปลือกส้มหอมๆ เสิร์ฟมาเป็นเครื่องเคียงเพื่อไม่ให้เลี่ยนเกินไป อีกทั้งยังมีแกงจืดเต้าหู้หม้อใหญ่ ที่ให้รสชาติคุ้นเคย คล้ายคลึงกับแกงจืดที่หลายคนคงได้กินอยู่บ่อยๆ ที่บ้านด้วย

มื้อค่ำจบลงด้วยความอิ่มท้องและอิ่มใจ ทีมงานของเราอดไม่ได้ที่จะซุกตัวเข้าไปอยู่ในโคทัตสึ – โต๊ะอุ่นขาตัวน้อยที่ตั้งอยู่กลางห้อง โดยไม่อยากลุกออกมา แต่เซอร์ไพรส์เล็กๆ ของเจ้าบ้านนั้นน่ารักเสียจนเราต้องยอมก้าวขาออกมาข้างนอกบ้านจนได้

irori08
irori07
irori09

สิ่งที่โนบุโกะซังและลูกชายเตรียมไว้ให้เรา คือเทศกาลฤดูหนาวแบบเอ็กซคลูซีฟที่มีแต่เราเท่านั้นเป็นผู้ชม หิมะหนาๆ บนรั้วข้างนอกบ้านถูกทำไว้เป็นช่องเล็กๆ เราช่วยกันวางเทียนลงในช่องแต่ละช่อง ลูกชายของโนบุโกะซังปั้นตุ๊กตาหิมะเล็กๆ ประดับไว้ เมื่อเทียนทุกเล่มส่องสว่างพร้อมๆ กัน เราก็ได้กลับมาซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มในที่นอนแบบฟุตงข้างๆ โต๊ะโคทัตสึ แล้วนั่งชมแสงเทียนนุ่มนวลในบรรยากาศอบอุ่นไปพร้อมๆ กัน

และเมื่อแสงเทียนค่อยๆ ดับไปนั้น ลึกๆ ในใจเราทุกคนต่างภาวนาให้ความทรงจำนี้อยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน

Irori Farm Stay
ที่อยู่: 559 Iwakura-oaza, Iide-machi, Nishiokitama-gun, Yamagata
เวลาทำการ: ตลอดทั้งปี
การเดินทาง: ขับรถจากตัวเมืองยะมะงะตะไปได้ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
เว็บไซต์: http://www.iide-irori.com/ (ภาษาญี่ปุ่น) และ http://iikanjini.com/en/ (ภาษาอังกฤษ)

ที่สุดของจุดชม “หิมะ” ในยะมะงะตะ [PART02]

ลุ้นรับของรางวัลจากญี่ปุ่น!

ใช้เวลาเพียง 5

นาทีเพื่อร่วมทำแบบสอบถาม ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับสมุดโน๊ตลายมังกรจากนิกโก้ หรือปากกาคาแรคเตอร์คนญี่ปุ่นไปเลย
โดยจะทำการคัดเลือกจากผู้ที่ตอบคำถามดีที่สุดจำนวน 5 ท่าน

jpenfinal
Notepad

สามารถทำแบบสอบถามได้จากลิ้งค์ด้านล่าง http://www.tobujapantrip.com/th/ เพียงแค่แสดงความคิดเห็นของคุณ โดยทางทีมงานจะเลือกผู้โชคดีที่ตอบคำถามดีที่สุดจำนวน 5 ท่าน

Fuefuki: อาณาจักรแห่งผลไม้

grape-picking-in-yamanashi

ที่จังหวัดยะมะนะชิส่วนใหญ่จะมีอากาศแจ่มใสเพราะได้รับลมทะเลพัดมายังภูเขา นอกจากนี้ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำจึงทำให้จังหวัดนี้ขึ้นชื่อเรื่องพืชผลที่อร่อย

ในบรรดาองุ่นและพีชอันขึ้นชื่อ หากคุณกำลังตามหาองุ่นและพีชอันฉ่ำน้ำ ต้องไปที่เมือง Fuefuki เป็นเมืองที่โด่งดังทั้งองุ่นและพีชในญี่ปุ่น

grapes-in-fuefukishi
peaches-in-Yamanashi

เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องไวน์และออนเซน จึงทำให้กลายเป็นจุดหมายที่วิเศษลงตัวที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นที่ Miharashien คุณสามารถเลือกเก็บผลไม้แบบบุฟเฟต์ได้เป็นเวลา 40 นาที ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของฟาร์มท้องถิ่นโดยรอบและมีภูเขาเป็นฉากหลัง ในฤดูใบไม้ผลิ บริเวณนี้จะกลายเป็นดั่งทะเลสีชมพูเพราะดอกท้อและดอกซากุระบานสะพรั่ง

fuefukishi-landscape

ถ้าหากคุณไปช่วงกลางเดือนตุลาคม ก็จะพอดีกับช่วงที่เป็นหน้าองุ่น เหมาะกับการลัดเลาะตามหาองุ่นพวงงามๆในสวน ยิ่งทำให้คุณได้ดื่มด่ำกับองุ่นหลากหลายพันธุ์ที่คุณอาจไม่เคยลิ้มรสมาก่อน เพราะเป็นองุ่นที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์

เวลาทำการ:8.00 น. – 17.00 น.
การเดินทาง: นั่งรถ 15 นาทีจากสถานี JR Isawa-Onsen
ที่อยู่:: 240 Ichinomiyacho-Tsuchizuka, Fuefuki-shi, Yamanashi

ปราสาทมัตสึโมโตะ: หนึ่งในปราสาทอันทรงคุณค่าแก่การรักษา

Matsumoto Castle
ปราสาทมัตสึโมโตะ

ถ้าคุณมาเยือนจังหวัดนะงะโนะแล้ว ต้องไม่พลาดที่จะมาชมปราสาทมัตสึโมโตะ ปราสาทสีดำตัดสลับสีขาวหกชั้นสุดอลังการ พร้อมด้วยวิวของเจแปนแอลป์เป็นฉากหลัง ปราสาทแห่งนี้เป็นหนึ่งในปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ปราสาทแห่งนี้ได้ยังคงตั้งตระหง่านผ่านทั้งยุคเซ็งโงะกุ (เป็นช่วงสงครามที่ปราสาทส่วนใหญ่ถูกทำลาย) สมัยเมจิ จนถึงปัจจุบัน

matsumoto-castle-from-afar
matsumoto-castle-entrance
matsumoto-caste-interior

คุณสามารถเพลิดเพลินกับการสำรวจปราสาทอันทรงคุณค่าได้ โดยมีไกด์ภาษาอังกฤษคอยช่วยดูแล คุณอาจจะคิดว่าสมัยก่อนผู้ปกครองได้อาศัยอยู่ในปราสาทแห่งนี้ แต่จริงๆแล้วเขามีปราสาทที่อาศัยอีกที่หนึ่ง ปราสาทแห่งนี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง และเมื่อถูกศัตรูบุกรุก ผู้ปกครองจะหลบเข้าไปอยู่ในปราสาทนี้เพื่อป้องกันจากไฟที่เผาศัตรูอยู่ภายนอก

เวลาเข้าชม: 8.30น. – 17.00น. (เข้าชมรอบสุดท้าย 16.30น.)
วิธีเดินทาง: นั่งรถบัสทัวร์ปราสาทมัตสึโมโตะ“Town Sneaker” 10 นาที
URL: http://www.matsumoto-castle.jp/lang/

สัมผัสศิลปะมินเกมหัศจรรย์: โรงแรม

คำว่า มินเก (Mingei) หมายศิลปะแห่งผู้คน เป็นสไตล์ที่ถือกำเนิดจากวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานจากธรรมชาติและทรงเอกลักษณ์ดั้งเดิม ชิ้นงานในแบบมินเกของมัตสึโมโตะเป็นศิลปะที่ดูคุ้นตา อบอุ่น เรียบง่าย แต่งดงาม ยิ่งข้ามผ่านกาลเวลาก็ยิ่งทำให้เอกลักษณ์อันโดดเด่นของศิลปะนี้แจ่มชัดขึ้น

sub2_松本ホテル花月

แนวคิดปรัชญาศิลปะเช่นนี้ก็ถูกนำมาใช้ในโรงแรม Matsumoto Hotel Kagetsu โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากปราสาท เป็นโรงแรมที่แสนจะสะดวกสบายและดูอบอุ่นราวกับย้อนกลับไปในอดีต เมื่อก้าวเข้ามาในโรงแรม คุณจะได้สัมผัสถึงความโรแมนติกของมินเกศิลปะดั้งเดิมอันโดนเด่นของมัตสึโมโตะ

sub1_松本ホテル花月

ห้องพักแขกที่แสนสบายและตกแต่งอย่างสวยงาม

sub3_松本ホテル花月

ห้องอาหารของที่นี่ “I;caza” (มีความหมายว่า “ไปกัน” ในภาษาถิ่นของนะงะโนะ) ที่มีทั้งอาหารญี่ปุ่นสุดพิเศษและอาหารตะวันตกรสเลิศให้เลือก

sub4_松本ホテル花月

sub3-2_松本ホテル花月

อย่าลืมแวะไปอาบน้ำแช่กายให้สบายเพื่อทำให้ทริปนี้สมบูรณ์

daiyokujyo_松本ホテル花月

ติดตามบทความอื่นๆเกี่ยวกับ มัตสึโมโตะ เพื่อค้นหาสิ่งที่น่าสนใจในบริเวณนี้ได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

main_松本ホテル花月
ที่อยู่: 4-8-9 Ote, Matsumoto, Nagano Prefecture
วิธีเดินทาง: เดิน 15 นาทีจากสถานี Matsumoto
URL: http://matsumotohotel-kagetsu.com/english/

ฝาท่อญี่ปุ่น: ศิลปะบนเบื้องล่างบนพื้นถนน

โดย Alicia Quintard จาก47Regions

ที่ญี่ปุ่นมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายให้ชมกัน ถ้าคุณชมวิวมุมสูงจากตึกระฟ้า ก็จะเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิจากระยะไกล หรืออาจเดินพินิจถนนหินเก่าแก่อันงดงามที่เกียวโตก็ได้ แต่คุณเคยก้มลงมองสิ่งที่อยู่ใต้เท้าคุณหรือไม่

Tiled manhole cover in Kawaguchi city. Photo
ฝาท่อที่เมือง Kawaguchi

ฝาท่อของญี่ปุ่นนั้นต่างไปจากศิลปะญี่ปุ่นแบบที่พบกันได้ทั่วไป จึงควรค่าแก่การเดินสำรวจเป็นอย่างมาก ด้วยความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์บนฝาท่อนี้มีอยู่ถึง 809 เมืองใน 47 จังหวัดทั่วญี่ปุ่น ดีไซน์ของฝาท่อแต่ละชิ้นก็สะท้อนเรื่องราวของสถานที่นั้นๆอันเป็นที่ตั้งของฝาท่อ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม แม้กระทั้งผู้คน ฝาท่อของบางเมืองก็มีหลากหลายดีไซน์ด้วย คุณสามารถเดินส่องงานศิลปะตามท้องถนนในทริปการเดินทางของคุณได้

A manhole cover in Sapporo, in Japan's Northern island Hokkaido.
ฝาท่อที่Sapporoในเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น

ศิลปะการตกแต่งฝาท่อนี้เปี่ยมไปด้วยสีสันและรายละเอียดที่ประณีต ศิลปะบนฝาท่อเช่นนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายทศวรรษที่แล้ว ด้วยความพยายามที่จะทำให้ระบบการระบายน้ำเสียดูมีเสน่ห์ที่ดึงดูดมากขึ้น เป็นดังตัวอย่างของความงามในความสกปรกที่แท้จริง ฝาท่อของญี่ปุ่นเป็นจุดหนึ่งที่สะท้อนคุณค่าแห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น ทั้งในเชิงการเคารพคนและสิ่งแวดล้อม การให้ความสำคัญในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆและการนำเสนอ รวมไปถึงการสร้างความกลมกลืนของสิ่งที่ดูขัดแย้งกัน เช่นเดียวกันกับศาลเจ้าที่อยู่ท่ามกลางตึกสูงซึ่งพบเจอได้ไม่ยาก หากคุณลองเดินท่องในเมืองโตเกียว ความขัดแย้งเช่นนี้ก็คล้ายกับสภาพญี่ปุ่นในปัจจุบันและสะท้อนประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศนี้ด้วย เสน่ห์ในการผสมผสานอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันเช่นนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวอย่างไม่รู้จก

Manhole cover from Hakodate, Hokkaido featuring squids
ฝาท่อที่Hakodate จังหวัดฮอกไกโด ในลวดลายปลาหมึก

ฝาท่อญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในการผนวกความงามแห่งศิลปะกับการระบายน้ำเข้าด้วยกันอย่างที่ได้เกริ่นไว้ นักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นก็หลงใหลในการค้นหาฝาท่อดีไซน์อันหลากหลายในสถานที่ต่างๆ ถึงกับมีการสะสมรูปภาพของฝาท่อโดยมี Gesuido Koho Platform เป็นกลุ่มรวบรวม รวมไปถึงการทำการ์ดฝาท่อซึ่งคล้ายกับสปอร์ทการ์ด การ์ดแต่ละใบจะมีรูปฝาท่อ ข้อมูลสถานที่และคำอธิบายเกี่ยวกับดีไซน์นั้นๆ โดยโครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2016ตอนนี้มีดีไซน์กว่า 220 แบบจาก 46 จังหวัดของญี่ปุ่นให้ได้สะสม การ์ดที่พิมพ์มายังมีกว่าหนึ่งล้านใบ ซึ่งการ์ดเหล่านี้จะถูกส่งไปที่สำนักงานตามเมืองต่างๆ ทำให้ผู้คนมาล่าการ์ดเหล่านี้ทั่วประเทศและเก็บสะสมกัน

Kawaguchiko manhole, with Mount Fuji, Kawaguchi Lake, and a nearby bridge.
ฝาท่อที่ ภูเขาไฟฟูจิ ทะเลสาบ Kawaguchiko บริเวณใก้ลสะพาน

ความมหัศจรรย์ของฝาท่อไม่ได้หยุดแค่เพียงเท่านี้ ผู้คนในโลกออนไลน์ยังสร้างบล็อกเพื่อสะสมรูปฝาท่อ โดยมีรูปกว่า 6,000 ภาพ ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทท่องเที่ยวบางแห่งยังจัดทัวร์พาไปเที่ยวชมฝาท่อรวมถึงสะสมการ์ดอีกด้วย และยังมีการจัดการประชุมเกี่ยวกับฝาท่อขึ้นทุกปีโดยเปิดให้ผู้คนทั่วไปเข้าร่วม ถ้ากิจกรรมประเภทนี้ไม่ใช่แนวทางของคุณ ไม่ต้องกังวลไป แค่เข้าไปร่วมแชร์ฝาท่อตามสถานที่ที่คุณไปมาก็ได้

Sanrio Puroland สวนสนุกของบริษัท Sanrio ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของโตเกียว ก็อาศัยโปรโมทสวนสนุกด้วยฝาท่อจำนวนมาก เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเยือนมากขึ้น ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนกว่า 1.5 ล้านคนมาเที่ยวสวนสนุกอันเป็นบ้านของคิตตี้และผองเพื่อน แต่ในช่วงปลายปี2017 Sanrio Purolandได้เปิดตัวฝาท่อลายคิตตี้ใหม่อีก 10 ลายอยู่ใกล้กับสวนสนุก มาพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับดีไซน์เนอร์ฝาท่อกัน

New Hello Kitty manhole covers in Tama, Tokyo.
ฝาท่อรูปคิตตี้แบบใหม่ที่ Tama โตเกียว

หากคุณปักหมุดการเดินทางที่ญี่ปุ่นแล้ว อย่าลืมก้มมองพื้นเบื้องล่าง ไม่แน่ว่าคุณอาจจะเจอศิลปะล้ำค่าจนต้องถ่ายรูปมันไว้

เริ่มหลงใหลในฝาท่อของญี่ปุ่นกันหรือยัง ถ้าหากใช่ คุณก็เริ่มเข้าข่ายเดียวกันกับ KevinและSteven ชาวไอร์แลนด์ที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ทั้งสองเริ่มต้นธุรกิจการพิมพ์โดยนำความงามของฝาท่อญี่ปุ่นมาพิมพ์ลงบนเสื้อ หากคุณสนใจอยากมีรูปฝาท่อญี่ปุ่นโชว์อยู่บนหน้าอก ทาง 47Regions ก็มีเสื้อให้คุณเลือกจำนวน 6 ลาย มีสีและขนาดที่เลือกได้ หากสนใจ สามารถเข้าไปชมรายละเอียดได้ที่นี่หรือติดตาม@47Regions ผ่านทางInstagram, TwitterและFacebook.

japanese-manhole-ocver-tshirts

อ่านเรื่องราวเบื้องหลังฝาท่อญี่ปุ่นได้ที่นี่ .

ติดตามเรื่องราวของฝาท่อในย่านชิบูย่าที่นี่ .

ศิลปะฝาท่อ: 3 ฝาท่อที่ชิบูย่า

IMG_1259

ฝาท่อรูปดอกซากุระนี้เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักในโตเกียว

IMG_1284

พนันเลยว่าคุณต้องไม่รู้แน่ๆว่ามีฝาท่อรูปสุนัข Hachiko อยู่ข้างๆรูปปั้น Hachiko

IMG_1287

ภาพสุดท้ายนี้เป็นภาพของฝาท่อที่มีอารมณ์ขันที่ Dogenzaka จากมุมนี้ลายฝาท่อครึ่งบนดูคล้ายกับคนวิ่ง ส่วนครึ่งล่างก็เป็นคนวิ่งกลับหัว หรือสามารถมองเป็นรูปสุนัขได้ด้วย หากสังเกตดีๆจะเห็นว่ามีสุนัขที่มีปลอกคอ แน่นอนว่ามันก็คือ Hachiko นั่นเอง (จึงเป็นที่มาของ”Dog・en・saka” บนฝาท่อ )

สวรรค์ของคนรักของหวานแบบสตรอว์เบอร์รี่ที่โตเกียว

berries-tart

เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม ANA Intercontinental Hotel ก็พบกับเทศกาลแห่งสตรอว์เบอร์รี่ Strawberry Sensations Festival ที่อลังการกว่าที่คาดไว้ ล็อบบี้ของโรงแรมเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของสตรอเบอร์รี่ เพราะในงานนี้ใช้สตรอว์เบอร์รีกว่า 150,000 ลูกมารังสรรค์เป็นขนมหวาน รวมไปถึงหอคอยมาการองกว่า 6,000 ชิ้นที่ทำจากสตรอว์เบอร์รี่สดๆซึ่งตั้งอยู่กลางล็อบบี้ ฉันเพลิดเพลินกับเหล่าของหวานที่จัดแสดงสตรอว์เบอร์รี่ในรังไม้สุดน่ารัก มีนักดนตรีหญิงเล่นฮาร์ปขณะที่ผู้คนกำลังถ่ายรูปสิ่งที่ฉันเรียกว่าสวรรค์ตรงหน้า หลังจากดื่มด่ำกับแชมเปญไปเล็กน้อย ทุกคนก็ขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อจะได้ลิ้มรสของหวานจริงๆ

strawberry-tower-cake
strawberry-champagne-glass

ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าที่นี่น่าจะมีของหวานกว่า 100 ชนิดให้เลือกสรรซึ่งทั้งหมดต่างล้วนตกแต่งอย่างสวยงามจนฉันรู้สึกผิดที่จะหยิบจับขึ้นมาสักชิ้นและกลัวที่จะทำให้ความลงตัวของการจัดวางของหวานนี้พังลง

strawberry-desserts-buffet
strawberry-and-matcha

สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดก็คือมาการองสตรอว์เบอร์รี่ ฉันไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้มาการองเลย ครั้งหนึ่งที่เคยกินมาการองก็เป็นมาการองของอเมริกา ซึ่งมันแห้งมาก ส่วนรสชาติและสีสันก็เกิดจากสารปรุงแต่ง แถมยังหวานเกินไปด้วย แต่งาน Strawberry Sensations Festival ทำให้ฉันต้องตกตะลึงเพราะมาการองสุดนุ่มละมุน แถมรสชาติยังเป็นรสสตรอว์เบอร์รี่แท้ๆอีกด้วย

strawberry-macaroons

ฉันไม่เคยรู้สึกประหลาดใจกับมาการองได้มากเท่านี้มาก่อนเลย โดยเฉพาะรสสัมผัสที่ไม่แห้งไม่ทิ้งอาการกระหายน้ำ ขนมทุกชนิดไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงรสชาติของสตรอว์เบอร์รี่ที่มากเกินไป แต่เป็นรสชาติที่ลงตัวพอดี ของหวานหลายชนิดใช้สตรอว์เบอร์รี่ทั้งผลโดยไม่ผสมครีมหรืออะไรทั้งสิ้น ซึ่งเติมรสชาติความสดฉ่ำเมื่อเข้าไปในปาก ของหวานอย่างขนมโดรายากิ มองต์บลังค์ เบอร์รี่ทาร์ท ก็มีสตรอว์เบอร์รี่เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย

strawberry-cake
strawberry-cream-puffs

cute-strawberry-desserts

ของหวานที่มีส่วนผสมของสตรอว์เบอร์รี่อย่างไอศกรีมวานิลลาสตรอว์เบอร์รี่ ครีมพัฟ ฟองดูสตรอเบอร์รี่ โคนวัฟเฟิล ล้วนแต่ให้รสสตรอว์เบอร์รี่ที่เบาทำให้สัมผัสถึงรสชาติอันแท้จริงของมัน ไม่ใช่รสสังเคราะห์อย่างที่ฉันเคยเจอเมื่อสมัยทานที่อเมริกา สตรอว์เบอร์รี่ทุกลูกมีรสหวานที่เด่นชัด แม้ว่าจะมีความหวานจากน้ำตาลบ้าง

assortment-of-strawberry-desserts

ยังมีอาหารอีกหลายจากที่ชวนตกตะลึงในความอร่อย เช่น พิซซ่าแฮมกับสตรอว์เบอร์รี่ ที่แม้ไม่ใช่ของหวานแต่รสชาติของสตรอว์เบอร์รี่กลับเข้ากันได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด อาหารอีกอย่างที่สุดประหลาดอย่างสตรอว์เบอร์รี่ห่อผักขมและชีส ซึ่งฉันคิดว่ารสเค็มนำโดดกว่ารสของขนมปังสตรอว์เบอร์รี่อีก แต่ก็ไม่ทำให้ปุ่มรับรสของฉันรู้สึกแปลกมากนัก แล้วฉันก็ต้องตกใจเพราะขนมปังนี้มีสีชมพูแต่กลับมีรสชาติเปรี้ยวแทนที่จะหวาน นี่เป็นการหลอกราวกับเกมจิตวิทยา ส่วนตัวแล้วฉันก็เพลิดเพลินกับอาหารเหล่านี้ แต่ก็ยังชอบสตรอว์เบอร์รี่รสหวานมากกว่าแบบปนรสเค็มแบบนี้

ฉันประทับใจสตรอว์เบอร์รี่สีขาวมาก แค่สตรอว์เบอร์รี่สีขาวที่จัดเรียงอยู่ในจานแก้วเรียงสามชั้นก็ให้ความรู้สึกที่สง่างาม หรูหราและประณีตเป็นที่สุดแล้ว ทำให้สตรอเบอร์รี่สีขาวเหล่านี้ดูงดงามราวกับอัญมณีที่ถูกจัดเรียง

white-strawberries

ฉันเองก็เพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าอาหารก็สามารถกลายมาเป็นศิลปะแสนงดงามให้ผู้คนดื่มด่ำได้ ฉันไม่เคยลองลิ้มรสของสตรอว์เบอร์รี่ขาวมาก่อนเลย จนในที่สุดฉันก็ได้ลองทานสักทีซึ่งไม่ได้หาทานได้ง่ายเลยหากอยู่นอกประเทศญี่ปุ่น รสชาติช่างแตกต่างกับสตรอว์เบอร์รี่ธรรมดามาก ก่อนทานคิดว่ามันจะต้องมีรสเปรี้ยวไม่เข้มข้นนัก แต่แท้จริงแล้วรสชาติของมันกลับหวานกลมกล่อมจนฉันอดประหลาดใจไม่ได้ จริงๆนี่ก็เหมือนเป็นมายากลให้ไขว้เขวในรสชาติ ความเข้มข้นของรสชาติแบบนี้เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยพบมาก็เลยในผลไม้หรืออาหารอื่นๆมาก่อน นี่จะเป็นประสบการณ์ที่ฉันไม่อาจลืมเลือนได้ในชีวิตนี้เลย

white-strawberry
white-strawberry-desserts

งานเทศกาล Strawberry Sensations Festival

วันที่: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2560
สถานที่: ร้านอาหารและบาร์ที่โรงแรม ANA Intercontinental Hotel
ค่าใช้จ่าย: ร้านอาหารและบาร์จะมีค่าใช้จ่ายและอาหารต่างกัน เช่น “Strawberry Afternoon Tea” ที่ Atrium Lounge นำเสนอความหวานหลากชนิดในธีมสตรอว์เบอร์รี่ มีค่าใช้จ่าย 4,500 เยนต่อคน หากจองผ่านช่องทางออนไลน์
ที่อยู่: 1-12-33 Akasaka Minato-ku Tokyo, 107-0052
วิธีเดินทาง:เดิน 1 นาทีจากสถานี Tameike-sanno (ทางออก 13) รถไฟเส้น Namboku และ Ginza
URL: เข้าชมเว็บไซต์ของโรงแรมที่นี่

WATTENTION NINJA WRITER PROFILE

Christine Nguyen
After graduating from the States, I came to Japan to teach English. I studied abroad in Yamaguchi for one year and loved it so much that I wanted to return to live here. When people ask me why I love Japan, it’s very hard for me to answer with a quick response. There’s so much- Where do I even begin? I love how considerate, generous and respectful the people are. I love the attention to detail Japan has to everything. I love the sound of the language, as well as the written combinations of hiragana, katakana, and kanji. I love the nature that Japan has to offer, especially the beautiful moss that grows in old places. I love the food, skill and care given to each dish. I love the feeling of cleanliness, heritage, and advancement that Tokyo encompasses. I love how Japan values quality, whether it be from a stationery set to a bag, you can easily find a good one anywhere.
But besides my love for Japan, I also have other things that I’m passionate about. I love to paint using watercolors, especially that of sweets(you can see my paintings on instagram). I also enjoy playing piano, especially Joe Hisaishi songs. I also really enjoy studying Japanese!
MORE ARTICLES BY THIS WRITERABOUT WATTENTION NINJA

 

Ninja ID: nguyen

โรงแรม Kanaya Hotel วัฒนธรรมต่างขั่วที่ลงตัวอย่างงดงาม

kanaya-hotel-in-the-snow

ต้นสนซีดาร์เรียงรายรอบนิกโก จังหวัดโทชิงิ สถานที่เต็มไปด้วยเรื่องราวให้ค้นหาจำนวนมากตลอดช่วงประวัติศาสตร์ของเมืองแต่อดีต ตั้งแต่สมัยที่ลัทธิชินโตเริ่มเฟื่องฟู จนถึงช่วงที่สร้างศาลเจ้านิกโกโทโชงูอันเป็นสถานที่อุทิศให้แก่โชกุนโทคุงะวะอิเอะยะสุ และยังเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างชินโตและพุทธอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่หล่อหลอมรวมวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะ การบริการแบบญี่ปุ่นเข้าไว้ อันเป็นจุดกำเนิดของโรงแรม Kanaya Hotel ซึ่งเปิดบริการตั้งแต่ปีค.ศ. 1873 ต้อนรับแขกชาวต่างาติมาอย่างยาวนาน

โรงแรม Kanaya Hotel : ทางเข้าสู่โลกแห่งอดีต

ฉันนั่งรถบัสจากสถานี Tobu Nikko เพียงแค่ 5 นาที ก็มาถึงยังสะพานShinkyo อันงดงาม แล้วเราก็เห็นโรงแรม Kanaya Hotel อันเป็นจุดหมายอยู่ตรงหน้า

ฉันเดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆพร้อมสายลมเย็นพัดโชยโดนใบหน้า แล้วก็พบกับโคมไฟแบบญี่ปุ่นสีแดงอมส้มทำจากไม้ มีตัวอักษรเขียวไว้ว่า KANAYA HOTEL โคมนี้ไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นนัก แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนหลงเข้าไปในฉากประหลาดในหน้าวรรณกรรมชื่อดังซึ่งมีตัวละครมากมายในอดีต

kanaya-hotel-lamp
kanaya-hotel-sign

kanaya-hotel-front

เมื่อมาถึงยังประตูทางเข้าด้านหน้า ฉันก็พบกับสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกแต่มีเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นผสมอยู่ ในฐานะที่เป็นชาวตะวันตก ฉันรู้สึกคุ้นเคย แต่ก็รู้สึกถึงความโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์ไปพร้อมๆกัน ทันทีที่เดินผ่านประตูไม้แบบหมุนไป ก็รู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในอดีตราวร้อยกว่าปีที่แล้ว

kanaya-hotel-reception

แม้ว่าที่นี่จะดูเหมือนบ้านไม้อันหรูหราบนภูเขา แต่กลับมีการตกแต่งด้วยศิลปะแบบญี่ปุ่น เช่น การแกะสลักและลงสีไม้ที่ประตู หรือ ที่จับสีแดงในล็อบบี้ที่มักพบในศาลเจ้าแบบชินโต

ผนังด้านหลังเค้าท์เตอร์ทำมาจากหินโอยะ ซึ่งเป็นหินอัคนีที่เกิดจากการแข็งตัวของลาวาและเถ้าถ่าน นิยมนำมาใช้ก่อนสร้างในสมัยเมจิของญี่ปุ่น ผนังได้รับการตกแต่งด้วยภาพที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของโรงแรม Kanaya Hotel คือมิชชันนารีชาวอเมริกานาม เจมส์ เคอร์ติส เฮปเบิร์น และนักเขียนชาวอังกฤษนาม อิซาเบลล่า เบิร์ด

The Kanaya Hotel circa 1921
โรงแรม Kanaya Hotel เมื่อปีค.ศ.1921

ต้นกำเนิดแห่งตำนานของโรงแรม

ต้นกำเนิดของโรงแรมเริ่มขึ้นเมื่อ เจมส์ เคอร์ติส เฮปเบิร์น มาเยือนนิกโกเมื่อปีค.ศ.1871 และได้มาพักที่บ้านของนักดนตรีของศาลเจ้านิกโกโทโชงูนามว่า เซนอิจิโร คานายะ จากนั้นเฮปเบิร์นได้เล็งเห็นว่านิกโกเหมาะจะเป็นเมืองท่องเที่ยวในหมู่ชาวต่างชาติได้ จึงแนะนำให้คานายะ ลองเปิดโรงแรมเพื่อต้อนรับแขกต่างชาติ

เซนอิจิโร คานายะ ได้ทำตามคำแนะนำนั้น และได้เปิดบริการที่พักแบบบ้านไม้ในปีค.ศ. 1873 เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ต่อจากนั้นในปีค.ศ. 1878 อิซาเบลล่า เบิร์ด นักสำรวจและนักเขียนก็ได้มาพักที่โรงแรมขอคานายะ เป็นเวลา 12 วันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากการเดินทางจากโตเกียวไปฮอกไกโด และได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ “Unbeaten tracks in Japan” ตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1880 บันทึกการเดินทางนี้ เธอได้อธิบายถึงสิ่งต่างๆที่เธอไปพบเจอ สัมผัสประสบการณ์ตลอดช่วงที่อยู่ เธอยังเขียนถึงความคิดของเธอลงไปด้วย รวมถึงข้อความที่ว่า เธอมั่นใจว่าต้องมีชาวต่างชาติคนอื่นอีกที่มาเยือนญี่ปุ่นเหมือนกับเธอ

“ฉันไม่ได้คาดหวังให้ห้องสวยงานถึงเพียงนี้ กลับคิดว่าจะมีรอยหมึกหยดเปื้อน พรมที่แหว่ง หน้าต่างกระดาษที่ขาด” – อิซาเบลล่า เบิร์ด บรรยายเกี่ยวกับห้องพังไว้ในหนังสือ “Unbeaten tracks in Japan”

The Kanaya Hotel History House is now a museum and is located next to Cottage Inn Restaurant & Bakery.
บ้านประวัติศาสตร์ของโรงแรม Kanaya Hotel ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่ถัดจากCottage Inn Restaurant & Bakery

ช่วงระยะเวลาที่อิซาเบลล่า เบิร์ดพักอยู่ที่นี่ในสมัยนั้นโรงแรมยังไม่ได้เป็นตึกเหมือนปัจจุบัน แต่เป็นลักษณะกระท่อมไม้ ที่นี่ถือเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นโบราณและเป็นต้นกำเนิดของโรงแรม Kanaya Hotel ซึ่งมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวว่าเป็น “บ้านซามูไร” ปัจจุบันบ้านประวัติศาสตร์ของโรงแรม Kanaya Hotelซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์นี้ยังคงเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม

สมัยเมจิ เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศจึงมีจำนวนชาวต่างชาติเข้ามาในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นิกโกเป็นเมืองที่ชาวต่างชาติอาศัยอยู่ ต่างก็หลงรักสถานที่นี้ แน่นอนว่าโรงแรมKanaya Hotel ก็เป็นสถานที่ที่ชาวต่างชาติล้วนอยากมาเยือน และกลายเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว โรงแรมKanaya Hotel จึงเป็นเสมือนบ้านที่ต้อนรับคนที่เดินทางมา เช่น เจ้าชายอาร์เธอร์แห่งคอนน็อต ประเทศอังกฤษ เฮเลน เคลเลอร์ นักเขียนชาวอเมริกัน รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์อย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

งานศิลปะและประวัติศาสตร์ที่คงอยู่ทุกซอกทุกมุม

ฉันก้าวเดินไปบนผืนพรมแดงที่โถง ขึ้นบันไดอันเงาวาว แล้วหยุดยืนมองรูปภาพขาวดำของแขก ทำให้อดจินตนาการถึงผู้คนในภาพที่ได้ใช้บันไดนี้เดินขึ้นลงเช่นกัน

kanaya-hotel-stair

The hallways of the Kanaya Hotel are filled with commemorative pictures and exhibits from guests that have visited the hotel.
ที่โถงทางเดินของโรงแรม Kanaya Hotel เรียงรายไปดูภาพจำนวนมาก ซึ่งเป็นภาพถ่ายของแขกที่มาพัก

ภายในมุมต่างๆของโรงแรมก็เต็มไปด้วยผลงานศิลปะอันทรงเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟสมัยเมจิ สารานุกรมกว่าศตวรรษ เครื่องจานชามโบราณ กระจกที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ส่วนชิ้นที่ฉันชอบมาที่สุดคงเป็นเตาผิงไฟที่ทำจากหินโอยะ ตั้งอยู่ที่บริเวณบาร์ของโรงแรม ว่ากันว่าเตาผิงนี้ออกแบบโดย Frank Lloyd Wright สถาปนิกของโรงแรมImperial ที่โตเกียวซึ่งก่อสร้างโดยใช้หินโอยะเป็นวัสดุเช่นกัน ทำให้ฉันต้องจินตนาการถึงตัวเองอยู่หน้าเตาผิงพร้อมแก้วสก็อตช์ในมือ และถือหนังสือดีๆในมืออีกข้างหนึ่ง

The Bar “Dacite” is named after the scientific name for Oya stone.
บาร์ “Dacite” ตั้งชื่อตามนักวิทยาศาสตร์หินโอยะ

หลังจากท่องเที่ยวมาราวกับเดินทางร่วมหลายทศวรรษ ในที่สุดเราก็มาถึงห้องพักที่จะค้างคืนนี้ ชั่วครู่เดียวที่เห็นห้องนี้ ฉันรู้สึกสบายจากไออุ่น ความรู้สึกหรูหรา จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์อันโดนเด่นของโรงแรม เพดานห้องก็มีโครงไม้แบบญี่ปุ่นชวนให้นึกถึงห้องแบบทาทามิ หน้าต่างที่มีประตูบานเลื่อน และฮีตเตอร์ไอน้ำที่หาชมยากในญี่ปุ่น

kanaya-hotel-room

หลังจากพักผ่อนในห้อง ผ่อนคลายกับไออุ่นจากฮีตเตอร์ไอน้ำ ฉันก็ได้ยินเสียงระฆัง เมื่อดูนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลา 6 โมงแล้ว ซึ่งพึ่งมาทราบภายหลังว่านั้นเป็นสัญญาณระฆังบอกเวลามื้อเย็นแบบนี้เป็นธรรมเนียมของโรงแรม Kanaya Hotel ในสมัยก่อนการบอกเวลาแบบนี้ถูกนำมาใช้แทนการประกาศแจ้งเวลาอาหาร ฉันจึงมุ่งหน้าไปยังห้องอาหาร ที่ห้องโถงใหญ่ตกแต่งและประดับอย่างสวยงาม อดตื่นเต้นไม่ได้ว่าจะมีอาหารสุดตระการตาอะไรออกมา

The dining hall’s column capitals  are adorned with more original woodcarvings by renowned local artists and even antique tableware is exhibited here.
ห้องอาหารที่ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักจากช่างท้องถิ่นผู้มีชื่อเสียง และยังมีเครื่องจานชามโบราณจัดแสดงอยู่ด้วย

อาหารแบบฝรั่งเศสจากวัตถุดิบท้องถิ่น

อาหารที่ฉันได้ลิ้มรสก็คือ ผักอบในแบบฝรั่งเศสที่ใช้วัตถุดิบจากในท้องถิ่น โรงแรม Kanaya Hotelเป็นที่รู้จักในด้านอาหารตะวันตก ผู้คนที่แม้ไม่ได้เป็นแขกที่พัก ก็ต่างพากันมาลิ้มลองมื้อค่ำสุดหรูที่นี่

fish-meal

entree
desserts

เช้าวันถัดมา หลังจากอาบน่ำสบายตัวแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังห้องอาหาร แล้วทานไข่ออมเลทสุดอร่อย หลังจากนั้นฉันก็เดินสำรวจโรงแรม ก่อนที่จะออกไปเที่ยวในเมือง ในช่วงหน้าร้อน แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวที่หนีมาหลบร้อนอยู่มาก แต่ในช่วงหน้าหนาวก็มีเสน่ห์เช่นกัน ฉันขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อตามหาลานสเกตเก่าแก่และบ่อกลางแจ้ง จุดนี้เป็นที่ชมวิวสุดอลังการที่เรียกว่า “วังมังกร” ซึ่งจะสามารถเห็นวิวของนิกโกและหิมะที่ปกคลุมภูเขาไว้

view-from-the-top-of-kanaya-hotel

เมืองที่หวนรำลึกอดีต

ฉันเคยมาเยือนนิกโกเพื่อชมศาลเจ้านิกโกโทโชงูแล้ว ครั้งนี้จึงอยากจะเที่ยวในตัวเมือง เดินชมท้องถนน สำรวจตึกโบราณบ้าง บางทีอาจจะเป็นมนต์สะกดของโรงแรม Kanaya Hotel ก็เป็นได้ ที่ทำให้ฉันเที่ยวตามหางานแกะสลักแบบนิกโกโบริ และทำให้เหมือนหลงกลับเข้าไปในยุคต้นโชวะที่เต็มไปด้วยร้านวัตถุโบราณและร้านแกลารี่งานศิลปะ

niko-streets

curious-shops

NIKKO BUSSAN SHOUKAI เป็นสถานที่ที่ควรมาเยือน ที่นี่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ และมีงานแกะสลักไม้แบบนิกโกโบริหลายชิ้น และยังมีร้านขายของฝากและร้านอาหารที่มีสินค้าอาหารท้องถิ่นจำหน่าย

souvenir-shop

nikkobori-art
souvenir-shop-interior

ระหว่างเที่ยวชมก็ได้พบกับงานแกะสลักแบบนิกโกโบริมากมาย ฉันจึงลองลงมือแกะสลักชิ้นงานของตัวเองที่ร้าน Murakami Toyohachi Shoten แต่โชคไม่ดีนัก มันออกมาไม่น่าพอใจสักเท่าไร

fish-drawing
carving-fish

เมื่อรู้แล้วว่าผลงานของตัวเองไม่ประสบความสำเร็จ ฉันก็เลยดูชิ้นงานของศิลปินนิกโกที่ประดับอยู่ที่ร้าน ทั้งจาน ลิ้นชัก กล่องใส่เครื่องประดับ กระจกที่แกะสลักอย่างประณีตสวยงาม ดื่มด่ำกับอารมณ์การชมชิ้นงาน

nikkobori-art-store
หลังจากพักที่โรงแรมKanaya Hotelแล้ว ก็ไปเดินเล่นที่ถนนในนิกโก แล้วฉันก็ได้สัมผัสว่าประวัติศาสตร์ของโรงแรมแห่งนี้และเมืองนี้ไม่หล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียว ทั้งเมืองและโรงแรมอาจจะดูเหมือนแยกกัน แต่มีเอกลักษณ์ที่ส่งต่อผ่านจากอดีตที่หล่อหลอมรวมกันมา

โรงแรม Kanaya Hotel
https://www.kanayahotel.co.jp/eng/